Showing posts with label joesk121. Show all posts
Showing posts with label joesk121. Show all posts

Sunday, May 31, 2009

ฉันนั่งและแอบมอง

หลายเดินที่ผ่านมา สายตาของฉันมันดูวุ่นวาย
อยู่ไม่สุข ตอนนี้ตาผมเริ่มเมื่อยล้า และบาดเจ็บสาหัส

ไม่ว่าเวลาใด เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน ก่อนกินข้าว
ก่อนเดินเข้าทำงาน และอีกมากมาย มันมักจะมองหา
เรียกหา สาวรูปงาม

และไม่ว่ามันจะหาเจอหรือไม่ มันไม่เคยผิดหวังเลย
เพราะมันรู้ว่ายังไงก็ต้องเจออยู่ดี ร้อยคน ต้องมีบ้างที่เข้าตา

เมื่อก่อนเราแอบมอง
เดี๋ยวนี้ เรามองแบบแบบไม่วางสายตา
เดี๋ยวนี้ของเดี๋ยวนี้ เรามองแบบจงใจให้เขารู้

เพื่ออะไรว่ะ!
ความงามอาจทำให้เราไม่อาจลดละสายตาได้ถึงขนาดนั้นเลยหรือ
หรือเป็นเพียงแค่ มองไปเผื่อดวงดี เขาจะเข้ามาขอเบอร์เราเอง

ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ โดยเนื้อแท้ไม่มีความกล้ามากพอ
แต่ที่กระทำไปก่อน ต้องเริ่มก่อน มันเป็นเพียงค่านิยม
ของรุ่นโค ตะ ระ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย
เป็นภาระที่ต้องแบกอยู่ร่ำไป ผู้ชายไม่ต้องแสดงท่าทีสงวนตัว
บ้างหรือไง และทำไม!

วันนี้ก็อีกเช่นกัน
ผมเจอคนหนึ่ง น่ารักมาก
และผมแอบมอง เผื่อฟลุค เธออาจจะเข้ามาทักทาย
และเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

Monday, May 4, 2009

กลับมาหัวโลดแล่นอีกครั้ง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 03 May 2009

เราได้ไปฟังบรรยายของ international forum ของ ASA
see also:
http://www.asainternationalforum.net/

ได้ฟังบรรยายช่วงเช้าของ Nigel Austin
น่าเบื่อดี เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างวิชาการ
แต่ก็ดีมากๆ
ช่วงบ่าย 2 คน คือ
Bjarke Ingels กับ Sou Fujimoto
งานน่าสนใจมาก
ทั้งหมด ไม่ขอลงลายละเอียด

ถามว่าได้อะไรบ้าง ?
- เราฟังคนบรรยายรู้เรื่องโดยไม่ต้องใช้หูฟังแปลภาษา
รูั้สึกดีมากๆ เออ ตัวเราเองได้พัฒนามากขึ้น
- จุดไปในตัวเอง
หลังจากหายไปนาน ไม่ได้ออกแบบ นั่งแต่ทำแบบอย่างเดียว
เริ่มมีประกายให้เราได้คิด ริ เริ่ม อะไรที่เป็นของเราเอง
ไม่มีใครเอาไปจากเราได้
- เจอคนมากมาย
เราชอบเจอคน คุย พบป่ะ ดีมากๆเลย รู้สึกว่า
เราได้เป็นส่วนหนึ่งของวงการ ทำให้รู้ว่า มันแคบมากวงการของเรา

พอแล้วมั้งแค่นี้

ปล.
อยากชวน Sou Fujimoto เข้ามาร่วมวง EmptyGroup ด้วยจัง
ในงานของเขา Empty มาความหลากหลาย มากมาย สวยงาม

Thursday, March 12, 2009

ปีศาจไร้ชื่อ

เรื่องคัดย่อจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง Monster

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปีศาจไม่มีชื่ออยู่ตนหนึ่ง
ปีศาจอยากมีชื่อมากจนทนไม่ไหว ดังนั้นจึงตัดสินใจออกเดินท่างค้นหาชื่อ
แต่ว่าโลกช่างกว้างใหญ่ ปีศาจจึงแยกร่างออกเป็นสองร่างและออกเดินทาง
ตนหนึ่งไปทางตะวันออก อีกตนหนึ่งไปทางตะวันตก
ปีศาจที่ไปทางตะวันออกพบหมู่บ้าน
"ลุงช่างตีเหล็กขอชื่อของลุงให้ฉันเถอะ"
"ชื่อเป็นของที่ให้กันได้ที่ไหน"ลุงบอก
"ถ้าลุงให้ชื่อฉัน ฉันจะเข้าไปอยู่ในตัวลุง เพิ่มกำลังให้เพื่อเป็นการตอบแทน"
"จริงรึเปล่า ถ้ากำลังเพิ่มได้ ฉันจะยกชื่อให้แก" แล้วปีศาจก็เข้าไปอยู่ในตัวช่างตีเหล็ก
ปีศาจกลายเป็นออตโต้ช่างตีเหล็กไปแล้ว
ออตโต้มีพลังมากที่สุดในหมู่บ้าน แต่อยู่มาวันหนึ่ง
"ดูฉันสิ ดูฉันสิ ปีศาจในตัวฉันเติบโตขึ้นมาขนาดนี้แล้วนะเห็นมั้ย" "กร้วม กร้วม แจบ แจบ เอื้อก"
ปีศาจที่หิวโหยกินออตโต้จากข้างในจนหมด และได้กลับเป็นปีศาจที่ไม่มีชื่ออีกครั้ง
แม้จะเข้าไปอยู่ในตัวฮันส์ช่างรองเท้า "กร้วม กร้วม แจบ แจบ เอื้อก"
แม้จะเข้าไปอยู่ในตัวโทมัสนายพราน "กร้วม กร้วม แจบ แจบ เอื้อก"
ก็ต้องกลับกลายเป็นปีศาจไม่มีชื่อตามเดิม

ปีศาจได้ไปค้นหาชื่อเพราะๆในปราสาท "ถ้ายกชื่อให้ฉัน ฉันจะช่วยให้เจ้าชายแข็งแรง"
"ถ้าช่วยให้หายป่วยแข็งแรงได้ฉันจะยกชื่อให้" เจ้าชายน้อยบอก
แล้วปีศาจก็เข้าไปยู่ในตัวของเด็กผู้ชาย
เจ้าชายหายป่วยแข็งแรงดี พระราชาดีใจมาก
"เจ้าชายหายป่วยแล้ว เจ้าชายหายป่วยแล้ว"
ปีศาจถูกใจชื่อของเด็กผู้ชาย ดังนั้นแม้ว่าจะหิวก็อดทน
อดทนทั้งๆที่ท้องร้องหิวทุกวี่ทุกวัน แต่เพราะว่าท้องมันหิวขนาดหนัก
"ดูฉันสิ ดูฉันสิ ปีศาจในตัวฉันเติบโตขึ้นมาขนาดนี้แล้วนะเห็นมั้ย"
เด็กชายจึงจับพระราชาและข้าราชบริพารกินเรียบ
"กร้วม กร้วม แจบ แจบ เอื้อก"

อยู่มาวันหนึ่ง เด็กชายได้พบปีศาจที่ไปทางตะวันตก
"ฉันมีชื่อแล้วรู้มั้ย ชื่อเพราะซะด้วย" เด็กชายบอก
ปีศาจที่ไปทางตะวันตกพูดว่า
"ชื่อรึ ไม่จำเป็นหรอก ไม่มีชื่อก็มีความสุขได้" "เพราะว่าพวกเราคือปีศาจไร้ชื่อ"
เด็กผู้ชายจึงกินปีศาจที่ไปทางตะวันตกเข้าไปเลย
ปีศาจมีชื่อแล้วแท้ๆ แต่กลับไม่มีใครเหลืออยู่ให้เรียกชื่อสักคน
ทั้งๆที่ชื่อว่า "โยฮัน" เป็นชื่อที่เพราะออกจะตาย

Friday, February 27, 2009

เหงา


















ไม่รู้ว่าทำไม ช่วงนี้ผมถึงได้คิดถึงความรู้สึกเหงามากครั้งเหลือเกิน
หรืออาจเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับคนที่อยู่ตัวคนเดียว
แต่คงไม่ถูกนักหากเราจะเหมารวมดื่อๆอย่างนั้น
บ่อยครั้งไม่ใช่หรือที่เราก็เหงาอยู่ลึกๆเวลาอยู่กับคนอื่น
เพราะฉนั้นผมจึงตกลงใจตัดประเด็นนี้ทิ้งไปเสีย

และแล้ว ผมก็รู้ เราหากแต่ไม่มีจุดประสงค์
-- ถ้าจะให้เรียกอย่างเป็นทางการ --
จริงๆแล้วผมชอบเรียกมันว่า สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ
ดูจะเป็นสิ่งที่ตรงกับใจผมมากที่สุด
ในคำภีร์ไบเบิ้ลของชาวคริสเตียนเขียนไว้ดังนี้

“For where your treasure is there your heart will be also”
Matthew 6: 20-21


ผมแปลอย่างตรงตัวว่า สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจเราอยู่ที่นั้น
แต่
ผมไม่ชอบ เพราะเข้าใจยากมาก และกลับกันง่ายเกินไป

ผมแอบทำตัวฉลาด ตีความใหม่ว่า
เมื่อใจเราอยู่ที่ไหน ตัวเราก็อยู่ที่นั้น
น่าจะดูเหมาะสมกับตัวเองที่สุด

เหมือนคนทั่วไป -- คิดว่า --
ในยุคสมัยของความเร่งรีบ ฉาบฉวย ไร้สัจจะ และหยาบกระด้าง
หรืออะไรก็ตามแต่คนจะให้คำจัดกัดความ เรามีความเหงากันทุกคน
เนื่องจากไม่มีสิ่งที่ผมเรียกว่า ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

บางผู้ คน -- โปรดสังเกตุ คำนามล้วนเป็นเพศชาย --
บอกว่าศาสนาป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยว ผมตอกกลับไป
จริงหรือ แน่ใจนะ อาจจะจริงก็ได้ใครจะไปรู้
แต่ที่แน่ๆต้องถามว่า แล้วพวกเขาเหล่านั้น
เหนี่ยวยึดกับสิ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวหรือเปล่า
เหมือนการที่โลกหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์
หากโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเอง มันจะเป็นอย่างไร
เหมือนคุณประพาส แต่งเพลงเธอหมุนรอบตัวฉัน ฉันหมุนรอบตัวเธอ
ยังไงยังงั้น

หรือ เป็นที่ความเร็วของสังคม
จะเร็วไปทำไม รีบอะไรนักหนา ชีวิตมันสั้นขนาดนั้น
อย่างที่ใครๆเขาว่ากันจริงใช่หรือไม่

ไม่จริง -- ผมคิดว่า --
ทุกวันนี้ ผมหมายถึงปัจจุบันขณะ
เราแทบเบื่อชีวิตของตัวเองในแต่ละวันอย่างไม่น่าเชื่อ
เวลามันช้าจะตายเมื่อเรานั่งทำงานอยู่ที่ตึกระฟ้า

ไม่จริงอีกเช่นกัน -- ผมคิดว่า --
ที่เราบอกกับตัวเองว่า เมื่อเราทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนุกกับมัน
แล้วจะทำให้เวลามันเร็ว

เวลามันก็เดินไปตามที่มันควรจะเดินแบบนั้น ไม่มีใครไปเร่งมัน
พระอาทิตย์ยังคงขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางตะวันตก
พระเจ้าให้เวลามาเท่ากัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะดีหรือเลวแสนสาหัส

มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยคุยให้ฟังว่า ใจของผมอยู่ที่ครอบครัว
ผมไม่เข้าใจ แอบปนไม่เชื่อ ใครก็พูดได้ ใครๆก็รักครอบครัวกันทั้งนั้น

แกเล่าต่อ หากครอบครัวของแกมีปัญหาอะไร
ไม่ว่าเวลาไหน ถึงแกจะทำงานอะไร สำคัญแค่ไหน
แกพร้อมละ ทิ้ง สิ่งนั้น แล้วกลับไปหาได้ในทันที

ผมเข้าใจ ผมว่าแกคงไม่เหงาเหมือนเราๆนี่หรอก

ผมถามตัวเองใหม่ ใจเราอยู่ที่ไหน

ผมสรุปได้ว่า เราไม่ได้หาที่อยู่ของหัวใจหรอก
หัวใจของเรามันไปที่ที่มันควรจะอยู่ตั้งนานแล้ว
เราแค่หามันไม่เจอ มันคงจะเศร้าและเหงาเหมือนกัน
คนที่เป็นเจ้าของยังไม่มาหาซักที แต่มันก็ไม่เคยตะโกน
เรียกร้อง โหยหา เราเลยแม้แต่น้อย
เพราะมันมีวุฒิภาวะมากพอที่จะเรียนรู้เรื่องการรอคอย

บางคนหาทั้งชีวิต ก็ยังหาไม่เจอ ไม่รู้ทำไม ของๆเราเองแท้
-- ที่พูดนี่ ไม่ได้ด่าใครและไม่มีคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน --

บางครั้ง หัวใจของเราก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ กระจายไปทั่ว
เหมือนเม็ดทรายบนหาดชายทะเล บ้างเป็นกลุ่มก้อน
บ้างเป็นเปลือกหอย และบ้างเป็นเศษขยะเหลือเดน
ไม่มีใครแม้กระทั่งที่จะเก็บไปทิ้ง

แล้วเราก็เดินเรื่อยเปื่อยอยู่อย่างนั้น นานๆครั้งจะมองลงมา
แล้วก็ผ่านไป คิดว่าคงเป็นของคนอื่น ไม่ใช่ของเราหรอก
ไม่สิ มันเหมือนๆกันหมด แยกไม่ออก ทรายก็คือทราย
มันไม่แยกประเภทเด่นชั้นว่านั้นของฉัน

ผมว่า ผมต้องไปตามหาที่อยู่หัวใจตนเองบ้างแล้ว

Wednesday, February 18, 2009

ประจำวัน ของคนไม่มีประจำเดือน

ยังเช้าอยู่เลย
ฉันพึ่งตื่น
เหมือนตัวหนอนกลิ่งอยู่บนหญ้าแสนนุ่ม โปรยด้วยน้ำค้างที่เหลือจากเมื่อคืน
ฉันคิด
ต่ออีหซักหน่อยคงไม่เป็นไร 15 นาทีผ่าน
ฉันยังเหมือนเดิม
เหมือนตัวหนอนกลิ่งอยู่บนหญ้าแสนนุ่ม โปรยด้วยน้ำค้างที่เหลือจากเมื่อคืน

เริ่มสายแล้ว
ฉันไม่ได้อาบน้ำ
พลันครุ่นคิดเรื่องงานที่ต้องเจอ ไม่อยากไปเลย
ฉันทำอย่างเชื่องช้า
ทุกอย่างแค่พึ่งเริ่ม อีกทั้ง แค่ยังพึ่งสาย

สายมากแล้ว
เร่งรีบ
ฉันเริ่มกระวนกระวายใจ ตื่นเต้นเหมือนเห็นคู่แข่ง วิ่งถึงเส้นชัย
แล้วชั้นก็ไปถึงเป็นคนสุดท้าย
ใช่จริงๆ
ชั้นมาสาย และถึงเป็นคนสุดท้าย
ไม่อยากทำ
งานน่าเบื่อ ไม่ใช่เบื่อที่งาน แต่เบื่อที่ทำงาน เบื่อคนที่ทำงาน
ทำให้ช้า
ทุกอยากเร่ง แต่ฉันจะช้า
ช้าเพื่อให้เวลานั้นหมดไปโดยเร็ว ไม่ต้องทำงานมาก
งานไม่สนุก
เพราะชั้นคิดถึงหญ้าแสนเขียว และนอนกับเธอ

เย็นมากแล้ว
ออกคนสุดท้าย
ต้องอยู่แบบนี้ทุกวัน เพราะฉันมาสาย เหมือนต้องพัก
เหนื่อยนานกว่าคนอื่นแต่เปล่า เวลาเท่ากันเรามาสายเอง
พระเจ้า
ให้เวลาเราเท่ากัน ทั้งคนดี และคนชั่ว
พระอาทิตย์ ขึ้นและตกทุกวัน ไม่มีเว้น 24 ชม.

ดึกมากแล้ว
ทีวี
ยังคงไม่มีอะไรให้ดู นอกจากรายการเกมส์โชว์
และรายการเพลง เพราะของดีๆมีตอนกลางวัน
เราไม่มีเวลาดู
ห้องน้ำ
ยังคงเงียบ แห้ง และสกปรก เกินจริง
ฉันไม่ชอบอาบน้ำ หากยังไม่นอนจริงๆ
เพราะกิจกรรมหลังจากนั้น จะทำให้เหงื่ออกอีกรอบ
เตียงนอน
ขยุกมัวอยู่บนนั้น ไม่มีการเก็บ เพื่ออะไร ?
เดี๋ยวเราก็มานอนอีก

จะนอนแล้ว
กำลังง่วง
ฉันยังไม่อยากนอน รู้สึกเวลาไม่พอให้กับชีวิต
น้อยไปหรือไง สำหรับ 18 ชม. ในชีวิตประจำวัน
ไม่ ไม่พอสำหรับฉัน คนเราไม่นอนได้ไหม ?
กำลังจะหลับ
ฉันนอนไม่หลับ อาจคิดว่าจะหลับ แต่ไม่เลย
จิตใจฉันว้าวุ่น คิดอะไรไปเรื่อย ไม่มีแก่นสาร
ทีวี
ฉันเปิดทีวีอีกรอบ นอนฟังมันไปอย่างนั้น
ใครจะด่าแม่ก็ช่างเถอะ ฉันไม่สนใจ ใครบอก
ว่าทีวี มีไว้ดูอย่างเดียวเล่า ฉันฟังมันออกจะบ่อย
คล้อยหลับ
ฉันลืมปิดทีวี แย่แล้ว ใครจะด่าแม่ อันนี้ก็เชิญ
เพราะฉันผิดจริง ฉันยอมรับ และไม่แก้ตัว

Saturday, February 7, 2009

เรื่องเล่าของปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ และรถเบนซ์ c180

ด้วยความกระสัน ใคร่รู้ อยาก ปรารถนา มุ่งมั่น หยิ่งผยอง และทระนงตน

เกือบทุกผู้ตัวคน เมื่อสำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัย
ได้ถูก บ่มเพาะ สั่งสอน ถ่ายทอด ฝังราก ว่า

"จะต้องไม่ขอเงินพ่อแม่"

แล้วยังไง ?? เพื่ออะไร ??? มันกลายเป็นสูตรสำเร็จไปแล้ว ????
ไม่ได้บอกเพื่อให้ทุกคนเปลี่ยน ไปขอยืม ขอ เงิน แกใช้ หากแต่
มันทำไม่ได้อย่างนั้นทุกคน หรือเปล่า ?

ผมมีความมั่นใจ อย่างสูงส่ง ว่า จะ มี งาน ทำ และ
มีเงิน แน่ นอน

ด้วยความสนิทชิดใกล้อาจารย์ผู้สอน ความประทับใจแรกพบเมื่อ
ครั้นไปฝึกงาน หรือแม้กระทั้ง คิดว่า

" กูเจ๋ง "

กูเจ๋ง จริงๆ ไม่ได้โม้ ไม่ได้โกหก ไม่ได้หลอกลวง กูว่า กูแน่
อย่างน้อย ก็ต้นๆของรุ่น

แต่
ความเป็นจริงคลืบคลาน
ไม่ได้เป็นดั่งที่วางแผนไว้
สรุปง่ายๆคือไม่มีงานทำ

ด้วยความกระสัน ใคร่รู้ อยาก ปรารถนา มุ่งมั่น หยิ่งผยอง และทระนงตน

กูไม่ยอมขอเงินใคร
ไม่กู้ยืมที่ไหน
อีกทั้ง ยังหวังเล็กๆว่า
เดี๋ยวมันก็มา

จนแล้วจนรอด
มันก็ยัง

จนเหลือเงิน
ไม่ถึง 20 บาท ติดตัว
แต่ผมมีรถเบนซ์ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจาก แม่
ไม่ถึง 20 บาท ติดตัว
ผมกิน ปาท่องโก๋ แกล้มน้ำเต้าหู้ 3 สองวันติด
ไม่ถึง 20 บาท ติดตัว
ผมเกือบร้องให้
ไม่ถึง 20 บาท ติดตัว
ท้องเริ่มอยาก ปากเริ่มหิว เนื้อสัตว์
ไม่ถึง 20 บาท ติดตัว
แต่ตอนนี้ ผมเหลือ 1 บาท ติดตัว
ผมเอาไปกดตู้น้ำหยอดเหรียญ

ด้วยความกระสัน ใคร่รู้ อยาก ปรารถนา มุ่งมั่น หยิ่งผยอง และทระนงตน

ผมไม่อยากกลับไปจุดนั้นอีกแล้ว

มีหลายคนเคยบอก
ว่าพวกทำงานแล้วมีบ้าน
อยู่กับพ่อแม่ที่สาบาน
ว่าให้เธอได้อยู่ฟรีฟรี

แม่งไม่ลำบากเหมือนพวกกู
ต้องอยู่อาพาร์ทเม้นไม่หรูกรู๋
แต่อยากจะบอกว่าพวกยู
คนเรานั้นไม่เหมือนกัน

มึงจะอิจฉาทำเหี้ยไร
มีบ้านแต่ที่ไหนไหนไปไม่ได้
อิสระต้องแลกกับสิ่งใด
มึงมีใจลองคิดดู

และ
ด้วยความกระสัน ใคร่รู้ อยาก ปรารถนา มุ่งมั่น หยิ่งผยอง และทระนงตน

Thursday, January 29, 2009

อ่านหนังสือเล่มไหนแล้วพาใจสุข ภาค 2

หนังสือ ของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์
ทุกเล่มที่เคยอ่าน
--
-อย่างน้อยที่สุด
-เสียงในความทรงจำ
-เสียงแห่งทศวรรษ
-เดิมไปตามเส้นทางของเรา

ไม่รู้ว่าได้อะไรมากหรือเปล่า

แต่

เหมือนกับทุกอย่างที่เขียน
คือสิ่งที่เราคิด
คือสิ่งที่มันคิด
คือเราคิดคล้ายๆกัน
แต่ไม่เหมือน

ทุกอย่าง เหมือนมันมาคอยย้ำเตือนเรา
ว่า
กูคิดอย่างนี้ ใช่ไหม??
อย่าลืมมันเสีย
หรือไม่
ก็
เป็นสิ่งที่รวบรวม จนกลายเป็นตัวเรา ตัวตน
การเก็บข้อมูล ชุดความจริง ที่เราเลือกจะเชื่อ
เหมือนจิ๊กซอ ของตัวตน
ไม่รู้ว่าเกินไปหรือเปล่า

เล่มอื่นๆ ของคนอื่นๆ ก็มีที่ใช่
แต่ไม่ทุกเล่ม เหมือนกับเขา

มึงเป็นใครว่ะ ไอ้ห่า

Monday, January 26, 2009

NOK and JOE conversation !!

Dec 1, 2008 2:34 PM
Gu Joe -- Natapon says:

ว่ากันว่า ชาวราศีพิจิกเป็นคนประเภท ลืมยาก ช่างจดช่างจำฝังใจ ไม่รู้ว่าจริงหรือปล่าว???
ในเพลง พิจิกา ของบอย ตรัย ::พิจิกา คือ ความหลัง ความหลังก็เหมือนกับผี มันเป็นสิ่งที่เรากลัว ยิ่งกลัว มันก็ยิ่งตามมาหลอน หลับตา ภาพก็ยังไม่หายไป ได้ยินเสียงแว่วอะไร ก็พาให้นึกถึงอยู่เรื่อย

เคยได้ยินไหม มีคนนึง??บอกไว้ว่า การได้ทำงานสร้างสรรค์ อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง มีเวลาดูฟ้าดูตะวัน พ้นจากความทะเยอทะยาน และได้รักใครสักคน นี่แหละคือความสุขที่ทุกคนต้องการ แล้วถ้าไม่มีใครสักคนให้รักล่ะ?

บางที ถึงเราจะเข้าใจ แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า เราต้องทำได้ ใช่ไหม?

และเมื่อความสัมพันธ์ของคนสองคนถึงจุดอิ่มตัว การปล่อยมือจากกันอาจไม่ได้แปลว่าโกรธหรือเกลียดกัน แต่อาจจะเป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อกัน บางทีการยอมรับและทำใจให้เข้าใจในความสัมพันธ์นี้ อาจจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่จะฉุดมือกันไว้ แล้วเดินทางไปสู่เส้นทางข้างหน้าที่มืดมน...

ตรงรอยต่อของการแยกทาง เรารู้แล้วล่ะ ว่าที่ปลายทางนี้คือ จุดจบ เราคงเดินไปด้วยกันต่อไม่ได้แล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครเอ่ยปากก่อน ด้วยความที่อาจจะยังผูกพันกัน หรืออะไรก็ตาม บางทีเราอยากพูดถึง แต่บางทีเราก็ไม่อยาก เพราะความสัมพันธ์ของมนุษย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่เราตอบไม่ได้ว่าสถานภาพตอนนี้เป็นอย่างไร มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด มันไม่จำเป็นต้องขาวหรือดำ ความคลุมเครือสีเทาก็เหมือนกับเราอยู่บนกลางทาง ณ ทางแยกของการตัดสินใจ รอให้สีเทาตกตะกอน กลับกลายเป็นสีขาวและดำ ..อีกครั้ง



กูชอบมากเลยหว่ะ

----------

Dec 1, 2008 3:41 PM
ณัฐฏ์ says:

:))

ลองฟังเพลง สิ่งเหล่านี้ที่กูเอาลงไว้ด้วยสิ หาฟังเองก้ได้

แล้วมึงจะชอบเข้าไปอีก หนาวแล้ว นะปีที่แล้วเราไปเชียงไหม่กัน ฮ่าๆ ปีนี้ไปไหนดี ฟระ

----------

Jan 24 3:29 AM
Gu Joe -- Natapon says:

ไม่อยากทำงานแล้วว่ะ
อยากอยู่เฉยๆ แต่มีแดก มีมั้ยว่ะ มึงว่า คำถามนะ? เผื่อไม่รู้

มี city walk ที่นคร ใต้ 6-10 อยากไป โทรหา คนที่มึงควรโทร
แต่กูอาจไปไม่ได้ เพราะติดงานรับปริญญาน้องกู
แค่บอก ประโยคบอกเล่า เผื่อไม่รู้

----------

Jan 24 12:14 PM
ณัฐฏ์ says:

เออ จิงๆกูใช้ hi5 อันนี้นะ(แต่ก้แล้วแต่สะดวก)

จะบอกว่าคอมเม้นที่มึงเพิ่งส่งมานี่ เป็นคอมเม้นที่ได้ใจสุดๆว่ะ ไม่รู้ดิ กุชอบ
ความรู้สึกกะภาษาสวยดี ขอบใจนะ

คำถามที่ว่า ไม่อยากทำงานแล้วว่ะ อยากอยู่เฉยๆ แต่มีแดก มีมั้ยว่ะ มึงว่า
กูตอบว่า ลองคิดกลับดู ถ้ามึงไม่ต้องแดก มึงก้ไม่ต้องทำงานหาตัง ก้อยู่เฉยๆได้
ฉะนั้นมีทางเดียวที่ ไม่ต้องแดกคือ ไปตายไง
คนมันถึงฆ่าตัวตายกัน แต่คนพวกนี้ใจนะกูว่า ยอมที่จะไม่ใช้มือตีนสมอง
ออกมา หาตัง หรืออาจใช้แล้วไม่เกิดผลทางใจ
คนที่ยังอยู่ก้ใช้ชีวิตแบบใจเสาะเหมือนมึงนี่แหละ รวมทั้งกูด้วย
ก็ทำๆไป ตราบใดที่มึงยังบังคับตัวเองให้หยุดหายใจไม่ได้
เรื่อง city walk กูก็คงไม่ไปเพราะนอกจากติดงานหาเงินมาแดกแล้ว
กูก้ไม่มีคนที่ควรโทรหา

----------

Jan 24 11:48 PM
Gu Joe -- Natapon says:

แจ่มมาก กำลังคิด ว่าจะไปตาย
แต่กลัว เพราะไม่รู้ ว่าตายแล้วไปไหน
ถ้ากูรู้ คงไม่กลัว แต่หากกูรู้ กูคิดว่าคงไม่บอกใคร
ไม่ได้เห็นแก่ตัว แต่คิดว่าไม่มีประโยชน์
เพราะ มึง มึง และมึง ก็ยังคง กลัว อยู่ดี

ปล.
คิดว่า คงเข้าใจกันแล้ว
คำว่า "เผื่อ" คงไม่จำเป็น

----------

Jan 25 10:26 PM
ณัฐฏ์ says:

กูยังคงไม่เข้าใจ และยัง กลัว อยู่
บางทีการได้รับสิ่งที่เรียกว่าดี มันเหมือนเป็นหนี้และผูกสัมพันธ์

กูจึง กลัว และขอที่จะเคารพกับการผิดหวัง ล้มเหลวในทุกสิ่งในตัวกูเอง
และพร้อมที่จะรับสิ่งเลวร้ายเสมอ กูชอบ!

คำว่า"เผื่อ"ยังคงใช้กับกูได้อยู่ ด้วยความเต็มใจ
ลองคิดดู

----------

Jan 26 11:35 AM
Gu Joe -- Natapon says:

ไม่รู้สิ
ไม่อยากใช้ "เผื่อ" กับมึงเท่าไร
เพราะเหมือนจะไม่เคารพความคิดและความเข้าใจกันและกัน
ไม่เป็นไร มึงไม่ถือ กูก็ไม่ถือ เป็นเช่นนั้นเอง

ช่วงนี้ ไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย อยู่กับคนอื่นมากเกินไป
บางครั้ง คนเราก็ต้องการเวลาส่วนตัวบ้างหรือเปล่า
ไม่ ไม่บ้าง แต่เยอะ เลยทีเดียว
ที่เคยบอก อยากอยู่เฉยๆ คงเป็นเรื่องเดียวกัน
แล้วมึงล่ะ มีเวลาแบบนั้นมัย (อยู่คนเดียว)

----------

Wednesday, December 3, 2008

เรื่องเล่าของผมกับโซฟีที่เดินตามไป

หลายอาทิตย์ก่อน ผมไป trip กับที่ทำงาน ไปดู site ที่หัวหิน
ขากลับมาแวะที่หัวหิน บ้านของเจ้านาย คืนนั้นมีกินข้าวเย็นกับร้าน
ของลูกค้าที่ทำอาหาร มีแขกมา 2-3 คนเห็นจะได้ เป็นพวกฝั่ง
ยุโรป ถ้าจำไม่ผิด ฝรั่งเศษ

ในวงสนทนาฟังรู้เรื่องแต่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ทำไม เพราะเขากำลังคุยกันเรื่อง
ปรัชญาล่ะมั้ง ชื่ออะไรต่อมิอะไรพรั่งพรู้ออกมาเต็ม ไม่รู้จักซักคน และแล้ว
ด้วยความที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในวงนั้นด้วย เลยถามว่า

"Did you ever read Sophi's world?"

พวกนั้นทำหน้าตากระตือรือร้อมาพูดด้วยทันที
"Yes, Yes lovely."

ผิดคาด แต่ท้ายที่สุดผมก็ได้อยู่นั้น
พวกเขาไม่ได้คุยใจความในหนังสือนั้นเลย เพียงแค่บอกว่า หนังสือดีนะ
เค้าเอาไปเรียนกันใน class ในมหาวิทยาลัยที่ยุโรป

เอาเข้าจริงๆ ผมก็จำไม่ได้ว่าได้อะไรจากหนังสือนั้นบ้าง เพราะจำไม่ได้จริงๆ
บอกไม่ได้เลย แต่รู้ว่าเธอตามผมมาแบบระยะกระชั้นชิดเสมอมา ตั้งแต่อ่าน
หนังสือเล่มนั้นจบ อาจจะต้องมีใครมาสะกิดต่อมหรือติ่งอะไรซักอย่าง เพื่อที่
จะรื้อฟื้น หากแต่อยู่ดีๆจะนึกขึ้นมาเองก็น้อยมาก หรือถ้านึกได้ ก็รู้สึกเฉยๆ
ไม่ได้ดีใจอะไร แต่ที่ดีที่สุดนั้นคือ เรารู้ว่าเขาอยู่ข้างๆเรา โซฟีที่รัก

บางวันที่รักก็อาจเป็นที่รักของคนอื่นด้วยเช่นกัน ผมเห็นคนกอดเธออยู่ข้างถนน
บางคนอุ้มเธอ บางทีเธอไปขี่คอใครซักคน แต่เมื่อผมมองกลับมา เธอยังอยู่ที่เดิม
ผมประสาทหลอนไปหรือเปล่า

คงไม่ โซฟีคงมีอีกหลายคน

Tuesday, July 22, 2008

the pursuit of happiness

เมื่อคืนดูหนังเรื่อง the pursuit of happyness
มีอยู่ตอนเพระเอกบอกว่า thomas jefferson รู้ได้ไงว่า ความสุขต้องไล่ลา
เค้ารู้ได้ไงว่า เราครอบครองมันไม่ได้

น่าสนใจดี แล้วเราเห็นด้วยหว่ะ มันไม่อยู่กับเรานาน
เราต้องไขว่คว้า ไล่ล่ามันตลอด
ตอนนี้ ชีวิตกูแม่งคล้ายยังงั้นหว่ะ
คงหาอะไรบางอย่างอยู่ พอได้แล้วแม่งก็หายไปอีก

ทำอะไรอยู่ว่ะ

เราอยากรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่
อยากทำให้ได้

ข้างล่างนี้คือที่ Jefferson เขียนเอาไว้


Declaration of Independence, Thomas Jefferson wrote:

We hold these truths to be sacred & undeniable; that all men are created equal & independent, that from that equal creation they derive rights inherent & inalienable, among which are the preservation of life, & liberty, & the pursuit of happiness; that to secure these ends, governments are instituted among men, deriving their just powers from the consent of the governed; that whenever any form of government shall become destructive of these ends, it is the right of the people to alter or to abolish it, & to institute new government, laying its foundation on such principles & organizing its powers in such form, as to them shall seem most likely to effect their safety & happiness.


reference:
http://en.wikipedia.org/wiki/Thomas_Jefferson

Saturday, July 19, 2008

ชอบสอน

รู้สึกมาตั้งนานและ ว่าตัวเองชอบสอนคนอื่น
รู้สึกดีที่ได้เล่าอะไรที่เรารู้ ส่งต่อไปยังคนอื่นอีก
เหมือนตัวเองได้ทำประโยชน์อะไรบางอย่าง
แล้วถ้าเค้าชอบหรือเข้าใจในสิ่งที่เราบอกไป
จะดีใจมากๆเลย เพราะ มันเกิดผลแล้ว

เมื่อวานทำงาน เปิดเพลงเก่าฝรั่ง
เจ้านายร้องตามได้ เค้าชอบ เราก็ดีใจ
แล้วก็คุยเรื่องเก่าๆกันตอนเค้ายังหนุ่มๆ
รู้สึกดีหว่ะ

Thursday, July 17, 2008

ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง จากจักรวาลถึงเซลล์ Part I

บทความนี้อ้างอิงจากหนังสือชื่อ ประวัติย่อของเกือบทุกสิ่ง จากจักรวาลถึงเซลล์
A Short History of Nearly Everything by Bill Bryson

*** หมายเหตุ
เนื่องจากเนื้อความจะถูกยกมาเป็นส่วนมากแล้ว
ยังจะมีส่วนที่เป็นความเห็นของผมเองด้วย
ซึ่งจะใช้สัญลักษณ์ --- XXXXXXX ---

--- เริ่มเลย ---
--- เมื่อวิทยาศาสตร์เจอกับพระเจ้า ---

นักฟิสิกส์ ลีโอ ซิลาร์ด บอกเพื่อนของเขา ฮันส์ เบธ ว่าเขาคิดจะเขียนบันทึกประจำวันขึ้นมาสักเล่มหนึ่ง
“เราไม่ได้ตั้งใจจะตีพิมพ์มันหรอก เพียงแต่อยากบันทึกความจริงไว้เป็นข้อมูลแด่พระเจ้า”
“นายไม่คิดว่าพระเจ้ารู้ความจริงในทุกสรรพสิ่งต่างๆอยู่แล้วเหรอ?” เบธสงสัย “ก็ใช่”
ซิลาร์ดตอบ “พระองค์รู้ แต่พระองค์ไม่รู้ความจริงแบบที่เราจะเขียนนี่หรอกหว่ะ!”

ฮันส์ คริสเตียน ฟอน เบเยอร์
(Hans Christian von Baeyer), Taming the Atom


การสร้างจักรวาลตามทฤษฏีบิ๊กแบง
คุณจะต้องรวบรวมเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ทุกๆอนุภาคที่เหลืออยู่และทุกๆสสารตั้งแต่ที่นี่จนถึงสุดขอบของการสร้างภพ
เอามาบีบไว้ในจุดขนาดเล็กจิ๋วจนแทบไม่เหลือมิติใดๆเลย นี่คือจุดที่มีเชื่อเรียกว่า ซิงกูลาริตี (Singularity)
คุณต้องเตรียมการระเบิดครั้งใหญ่ไว้ด้วย โดยธรรมชาติแล้วคุณคงอยากหนีไปสังเกตการณ์ในที่ปลอดภัย แต่โชคไม่ดีครับ
เพราะไม่มีที่ไหนให้หนีอีกแล้ว นอกจากจุด Singularity นั้นไม่มีที่ไหนเหลืออยู่อีก เมื่อจักวาลขยยายตัว
มันไม่ได้ไปกินที่ว่างเปล่าที่ใหญ่กว่านะครับ เพราะที่ว่างเดียวที่ดำรงอยู่ ก็คือที่ที่เกิดขึ้นขณะที่จักรวาลขยายตัวนั้นเอง

ไม่มีหรอกครับอวกาศ ไม่มีความมืดด้วย Singularity ไม่มีอะไรมาล้อมรอบมันอยู่ ไม่มีพื้นที่อวกาศให้มันเข้าครอบครอง
ไม่มีสถานที่ให้มันอยู่ เราถามไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่า จุดที่ว่านี้อยู่ที่นั้นมานานแค่ไหนแล้ว สงสัยไม่ได้ด้วยว่าจู่ๆ มันก็โผล่ขึ้นมาเหมือนไอเดียเจ๋งๆ
หรืออย่างไร หรือว่ามันมีอยู่มาชั่วนิรันดร์ก่อนหน้า แล้วรอเวลาอันควร เพราะเวลาก็ไม่ได้ดำรงอยู่จึงไม่มีอดีตให้มันผุดขึ้นมา

สิ่งมหัศจรรย์ในมุมมองของเราก็คือ จักรวาลช่างเหมาะเจาะกับเราเสียเหลือเกิน ถ้าจักรวาลก่อกำเนิดขึ้นมาผิดไปจากนี้นิดเดียว
ถ้าแรงโน้มถ่วงมากหรือน้อยกว่านี้เพียงนิด ถ้าอัตราการขยายตัวเคลื่อนไปช้าหรือเร็วกว่านี้อีกหน่อย ก็ไม่อาจเกิดธาตุที่สร้างตัวคุณกับตัวผม
และแผ่นดินที่เรายืนอยู่ได้ หากแรงโน้มถ่วงมากกว่านี้เล็กน้อย จักรวาลก็จะยุบลงคล้ายกับเต้นท์ที่กางไม่ดียังไงยังงั้น จะสิ้นไร้ซึ่งคุณค่า
ในการสร้างมิติที่จำเป็น รวมไปถึงความหนาแน่นและองค์ประกอบต่างๆ แต่ถ้ามันเบากว่านี้ ก็จะไม่มีสิ่งใดยืดเกาะกันได้ นี่เป็นที่เดียวที่เราดำรงอยู่ได้

จักรวาลนั้นบิดตัวโค้งในลักษณะที่เราไม่อาจจินตนาการถึงได้ ซึ่งตรงกับทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ เมื่อไม่รู้ว่าที่ไหนเป็นขอบจักรวาล
ก็แปลว่าไม่มีที่แห่งใดที่เราสามารถยืนอยู่ตรงกลาง แล้วบอกว่า นี่คือจุดที่ทุกสิ่งเริ่มขึ้น นี่คือจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง


--- โดยรวมในบทนี้ เค้าพูดถึงเรื่องกำเนิดจักรวาลที่ยุ่งยาก แล้วก็เหลือเชื่อ เราเคยคุยเรื่องนี้กันไปแล้ว จำไม่ได้ว่าตอนปีไหน แต่จำได้ว่า มีเรา โป้ น้อง
นอนเรียงกันที่ห้องเก่าน้อง คุยกันถึงเช้า ว่า มันมีอยู่สองอย่างคือความบังเอิญที่เกิดขึ้น และมีคนสร้างมันขึ้นมา น่าสนใจตรงที่ว่า เราเชื่อข้อสองไ
ด้ง่ายกว่าเยอะมาก เราเคยยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินที่ว่าสร้างยากแล้ว ไม่น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือบังเอิญได้ แล้วโลกของเรา จักรวาลของเราล่ะ
ยากกว่าอีก
ชอบอันที่เค้าบอกเอาไว้ว่า มันไม่มีอะไรมาก่อนหน้านั้น เพราะมันตรงกับทางพุทธที่ว่า เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี อันนี้น้องน่าจะสามารถอธิบายได้ดีกว่าเรา
ลองเอามาพิมพ์นะ แล้วก็เรื่องตัวกูของกู อีกอันนึง ที่เราไม่สามารถบอกว่าเราเป็นจุดศูนย์กลาง ทุกอย่างเป็นของกันและกัน สัมพันธภาพ ---


---เชิญอภิปรายได้---

joesk121

Saturday, July 12, 2008

เรื่องย่อของเกือบทุกสิ่ง

ตอนนี้ได้อ่าน เรื่องย่อของเกือบทุกสิ่ง แล้วจะมาเล่าให้ฟังแล้วกันนะ

Saturday, June 28, 2008

Sophi's world

ใครอ่านโลกของโซฟีมาบ้างแล้ว เอามาแชร์กันหน่อยดิ
สนุกดี เป็นปรัชญาที่อ่านง่ายมาก สามารถเรียนรู้
ประวัติศาสตร์ได้เยอะเลย เอามาเชื่อมโยงแนวความคิด
ทางด้านสถาปัตยกรรมได้อีกด้วย
-------
joesk121

Friday, June 27, 2008

WISDOM

Wisdom has built her house;
she has hewn out its seven pillars.
She has prepared her meat and mixed her wine;
she has also set her table.
She has sent out her maids, and she calls
from the highest point of the city.
"Let all who are simple come in here!"
she says to those who lack judgment.
"Come, eat my food
and drink the wine I have mixed.
Leave your simple ways and you will live;
walk in the way of understanding.

Proverbs 9:1-6